ชุด ๔ ภาพที่ ๕ มัลลปาโมกข์ ๘ องค์ ไม่อาจยกพระสรีระของพระบรมศาสดาขึ้นได้


ชุด๔ ภาพที่ ๕ มัลลปาโมกข์ 8 องค์ ไม่อาจยกพระสรีระของพระบรมศาสดาขึ้นได้
 ภาพมัลลปาโมกข์ ๘ องค์ ไม่อาจยกพระสรีระของพระบรมศาสดาขึ้นได้ เหตุเพราะเทวดาว่าจักอัญเชิญพระสรีระของพระผู้มีพระภาคเจ้าไปทางทิศเหนือ ท่ามกลางพระนคร

          สมัยนั้น มัลลปาโมกข์ ๘ สระสรงกล้าแล้วทรงนุ่งผ้าใหม่ ดำริว่าเราจักยกพระสรีระพระผู้มีพระภาคเจ้า ก็ไม่อาจยกขึ้นได้ พวกเจ้ามัลละกุสินาราได้ถามท่านพระอนุรุทธะว่า อะไรเป็นเหตุ อะไรเป็นปัจจัย มัลลปาโมกข์ ๘ องค์นี้ จึงไม่อาจยกพระสรีระของพระบรมศาสดาขึ้นได้ พระอนุรุทธะกล่าวว่า พวกท่านมีความประสงค์อย่างหนึ่ง แต่พวกเทวดามีความประสงค์อีกอย่างหนึ่ง เจ้ามัลละถามว่า พวกเทวดามีความประสงค์เช่นไร

         พระอนุรุทธะกล่าวว่า พวกท่านมีความประสงค์จักเชิญพระสรีระของพระผู้มีพระภาคเจ้า ไปถวายพระเพลิงทางทิศใต้ของพระนคร แต่เทวดามีความประสงค์ว่าจักเชิญไปทางทิศเหนือ เข้าสู่พระนครโดยทวารทิศเหนือ เชิญไปท่ามกลางพระนคร ออกโดยทวารทิศตะวันออก แล้วถวายพระเพลิงพระสรีระของพระบรมศาสดา ที่มกุฏพันธนเจดีย์ของพวกเจ้ามัลละทางทิศตะวันออกของพระนคร เจ้ามัลละกล่าวว่า ขอให้เป็นไปตามความประสงค์ของพวกเทวดาเถิด

         สมัยนั้น กรุงกุสินาราดารดาษไปด้วยดอกมณฑารพ พวกเทวดาและพวกเจ้ามัลละกุสินารากระทำการสักการะบูชาพระสรีระของพระบรมศาสดาด้วยการฟ้อนรำ ขับร้อง ประโคมดนตรี และดอกไม้ ของหอม ทั้งที่เป็นทิพย์ ทั้งที่เป็นของมนุษย์ เตรียมการอัญเชิญพระสรีระของพระพุทธองค์ไปถวายพระเพลิงยังมกุฏพันธนเจดีย์ ตามความประสงค์ของเหล่าเทวดา

         นางมัลลิกา ภรรยาของพันธุลเสนาบดีทราบว่า เหล่ามัลลปาโมกข์ กำลังจะอัญเชิญพระสรีระของพระผู้มีพระภาคเจ้าผ่านมาทางเรือนของนาง จึงดำริว่า เราจักบูชาพระพุทธองค์ด้วยเครื่องประดับ มหาลดาปสาธน์ คิดดังนี้แล้ว นางสั่งให้บริวารทำความสะอาดมหาลดาประสาธน์ให้ชำระด้วยน้ำหอม แล้ววางเตรียมไว้หน้าประตูเรือน

         เมื่อปาโมกข์อัญเชิญพระสรีระของพระบรมศาสดาผ่านมาถึงประตูเรือน นางมัลลิกากล่าวว่าขอท่านจงวางพระสรีระของพระองค์ลงก่อน เราประสงค์จะบูชาพระบรมศาสดาด้วยเครื่องประดับนี้ นางมัลลิกาวางมหาลดาปสาธน์นั้น ทาบลงบนพระสรีระของพระพุทธองค์ตั้งแต่พระเศียรจนถึงพระบาท พระสรีระพระพุทธองค์ซึ่งมีพระฉวีดุจทอง เมื่อประดับด้วยมหาลดาปสาธน์แล้วรุ่งเรืองยิ่งนัก นางมัลลิกาเห็นดังนั้นแล้วมีจิตผ่องใส ตั้งความปรารถนาว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ตราบใดที่ข้าพระองค์ยังเวียนว่ายอยู่ในวัฏสงสาร ตราบนั้น สรีระของข้าพระองค์จงเป็นเสมือนหนึ่งสวมใส่เครื่องประดับนี้อยู่เป็นนิตย์เถิด

         มัลลปาโมกย์ยกสรีระพระผู้มีพระภาคเจ้า พร้อมด้วยเครื่องประดับมหาลดาปสาธน์ออกทางประตูทิศตะวันออก วางพระสรีระของพระผู้มีพระภาคเจ้าลง ณ มกุฏพันธนเจดีย์ ทางเบื้องทิศตะวันออกของพระนคร

         พวกเจ้ามัลละได้ถามพระอานนท์ว่า พวกข้าพเจ้าจะพึงปฏิบัติต่อพระสรีระของพระตถาคตเช่นไร พระอานนท์กล่าวว่า พวกท่านพึงปฏิบัติต่อพระสรีระของพระตถาคต เหมือนอย่างที่ปฏิบัติต่อสรีระของพระเจ้าจักรพรรดิ ฉะนั้น พวกเจ้ามัลละถามว่า ก็เขาปฏิบัติต่อสรีระของพระเจ้าจักรพรรดิเช่นไร

         พระอานนท์ตอบว่า เขาห่อพระสรีระของพระเจ้าจักรพรรดิด้วยผ้าใหม่ ซับด้วยสำลีแล้วห่อด้วยผ้าใหม่ โดยอุบายนี้ห่อสรีระของพระเจ้าจักรพรรดิด้วยผ้า ๕๐๐ ผืน เชิญพระสรีระลงในรางทองอันเต็มด้วยน้ำมันหอม ครอบด้วยรางทองอื่น แล้วสร้างจิตกาธานด้วยไม้หอมทุกชนิดถวายเพลิงสรีระของพระเจ้าจักรพรรดิ สร้างสถูปของพระเจ้าจักรพรรดิไว้ที่ทางใหญ่ ๔ แพร่ง เขาปฏิบัติในสรีระของพระเจ้าจักรพรรดิ ด้วยประการ ฉะนี้

         พวกท่านพึงปฏิบัติในพระสรีระของพระตถาคต เหมือนที่ปฏิบัติต่อสรีระของพระเจ้าจักรพรรดิเช่นกันพึงสร้างสถูปพระตถาคตไว้ในหนทางใหญ่ ๔ แพร่ง ชนเหล่าใดจักบูชาด้วยดอกไม้ของหอม จักทำการอภิวาท หรือจักยังจิตให้เลื่อมใสในพระสถูปนั้น ข้อนั้นจักเป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุขแก่ชนเหล่านั้นตลอดกาลนาน

         พวกเจ้ามัลละกษัตริย์จึงรับสั่งกับพวกราชบุรุษว่า ถ้าอย่างนั้น พวกท่านจงเตรียมสำลีและผ้าไว้ให้พร้อมเถิด พวกเจ้ามัลละได้ห่อพระสรีระพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยผ้าใหม่ ซับด้วยสำลี แล้วห่อด้วยผ้าใหม่ โดยอุบายนี้ห่อพระสรีระของพรผู้มีพระภาคเจ้าด้วยผ้า  ๕๐๐ ผืน แล้วเชิญลงในรางทอง อันเต็มด้วยน้ำมันหอม ครอบด้วยรางทองอื่น สร้างจิตกาธานด้วยไม้หอมทุกชนิด แล้วจึงอัญเชิญพระสรีระของพระผู้มีพระภาคเจ้าขึ้นสู่จิตกาธาน

        เวลานั้น พระมหากัสสปะ พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ประมาณ ๕๐๐ รูป เดินทางจากเมืองปาวามาสู่กรุงกุสินารา พระมหากัสสปะแวะออกจากทาง แล้วนั่งพักที่โคนไม้ต้นหนึ่ง

        ขณะนั้น อาชีวกคนหนึ่งถือดอกมณฑารพจากเมืองกุสินารา เดินทางไปเมืองปาวา พระมหากัสสปะเห็นอาชีวก จึงถามว่า อาวุโส ท่านได้ทราบข่าวพระบรมศาสดาของเราบ้างหรือไม่

        อาชีวกตอบว่า พระสมณโคดมปรินิพพานได้ ๗ วันเข้าวันนี้ ที่สาลวโนทยาน เมืองกุสินารา ดอกมณฑารพนี้ เราถือมาจากที่นั้น

        อรรถกถา มหาปรินิพพานสูตร หน้า ๔๔๘ กล่าวว่า อาชีวกเอกไม้เสียบดอกมณฑารพขนาดถาดใหญ่ถือมาดังร่ม พระมหากัสสปเถระเห็นแล้วคิดว่า ธรรมดาดอกมณฑารพจะปรากฏในโลกมนุษย์ ต่อเมื่อพระโพธิสัตว์เสด็จลงสู่ครรภ์ของพระมารดา หรือในวันประสูติ เป็นต้น แต่ในวันนี้มิใช่วันเสด็จลงสู่พระครรภ์ วันประสูติ วันตรัสรู้ วันประกาศธรรมจักร วันแสดงยมกปาฏิหาริย์วันเสด็จลงจากเทวโลก และมิใช่วันทรงปลงอายุสังขาร แต่พระบรมศาสดาทรงพระชรา คงจักเสด็จปรินิพพานเสียแล้ว

        เมื่อทราบข่าวว่าพระพุทธองค์ปรินิพพาน ภิกษุที่ยังไม่ปราศจากราคะ ต่างก็รำพันว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าปรินิพพานเร็วนัก พระองค์ผู้มีพระจักษุในโลกอันตรธานเร็วนัก ส่วนภิกษุเหล่าใดปราศจากราคะแล้ว มีสติสัมปชัญญะพิจารณาอยู่ว่า สังขารทั้งหลายไม่เที่ยงย่อมมีการเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา

        บรรพชิตผู้บวชเมื่อแก่ชื่อ สุภัททะ นั่งอยู่ในบริษัทนั้นได้กล่าวแก่พวกภิกษุว่า พวกท่านอย่าเศร้าโศก อย่าร่ำไรไปเลย เราพ้นห่วงแล้ว ด้วยว่าพระมหาสมณะนั้นเบียดเบียนพวกเราอยู่ว่า สิ่งนี้ควร สิ่งนี้ไม่ควร บัดนี้ พวกเราปรารถนาสิ่งใด ก็จักกระทำสิ่งนั้น ไม่ปรารถนาสิ่งใดก็จักไม่กระทำสิ่งนั้น

        พระมหากัสสปะเตือนภิกษุทั้งหลายว่า พวกท่านอย่าเศร้าโศก อย่าร่ำไรไปเลย พระบรมศาสดาได้ตรัสสอนไว้แล้วไม่ใช่หรือว่า ความพลัดพรากจากสิ่งและบุคคลเป็นที่รักที่ชอบทั้งหมดต้องมี สิ่งใดอันปัจจัยปรุงแต่งแล้ว เกิดแล้ว มีแล้ว ย่อมมีความแตกทำลายไปเป็นธรรมดา ความปรารถนาว่าขอสิ่งนี้อย่าทำลายไปเลยดังนี้ ไม่เป็นฐานะที่จะมีได้

เรียบเรียงจากหนังสือ พระพุทธประวัติ โดย สุรีย์ มีผลกิจ

Go to Top

กลับไปที่ภาพชุดที่ ๔